green and brown plant on water

บารมีอดีตชาติเพื่อพุทธานุสติ

เวลาอ่าน : 3 นาที

เสียงธรรมจากห้อง  “เมตตาภิรมย์กรรมฐาน”

วันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม 2569

เรื่อง บารมีอดีตชาติเพื่อพุทธานุสติ

โดย อาจารย์ คณานันท์ ทวีโภค

                 กำหนดสติในความรู้สึกตัวทั่วพร้อม กำหนดรู้ในกาย ผ่อนคลายร่างกายกล้ามเนื้อทุกส่วน  ผ่อนคลายเพื่อปล่อยวางความเกาะความเชื่อมโยงเกี่ยวเนื่องกับร่างกายขันธ์ ๕  ผ่อนคลายร่างกายปล่อยวาง ปล่อยวางกายจนจิตเข้าถึงความสงบระงับ ไม่สนใจอาการที่เกิดขึ้นทางร่างกาย จดจ่ออยู่กับความสงบจากการปล่อยวาง  กำหนดเรียนรู้อารมณ์จิตที่เกิดขึ้นจากการปล่อยวางกาย  เข้าใจประโยชน์เหตุผลของการฝึกการปฏิบัติจิตในการแยกกายแยกจิต แยกรูปแยกนาม แยกกายทิพย์จากกายเนื้อ การปล่อยวางกายเพื่อเกิดปัญญาเป็นวิปัสสนาญาณตัดกายตัดขันธ์ ๕  ผ่อนคลายปล่อยวางทิ้งกายตัดขันธ์ ๕ จดจ่ออยู่กับความสงบเบาสบาย  เมื่อจิตสงบเบาปล่อยวางกาย ตัดร่างกาย เราก็เดินจิตตั้งใจปฏิบัติเข้าสู่สมาธิ   เริ่มจากอานาปานสติ  กำหนดสติรู้ในลมหายใจจินตภาพเห็นลมหายใจเป็นเหมือนกับแพรวไหมพลิ้วผ่านเข้าออกในกาย รู้ลมตลอดทั้งสายตลอดทั้งกองลม ลมหายใจละเอียดสงบเบาพลิ้วผ่านจากจมูก ผ่านเข้าไปในกาย ผ่านหลอดลม ผ่านลงไปผ่านอก ผ่านลงไปจนถึงท้องลมหายใจออกม้วนออกจากท้อง อก จมูก ออกมาหมุนวนอยู่ภายนอก  กำหนดให้สติติดตามรู้ในลมหายใจตลอดทั้งสายตลอดทั้งกองลม ฝึกเพื่อให้จิตมีสติต่อเนื่องเชื่อมโยงทั้งกองลม ไม่มีหลุดจากการกำหนดสติจากการกำหนดรู้ในลมหายใจ  เมื่อเราติดตามลม ลมหายใจยิ่งละเอียด จิตยิ่งสงบ ลมหายใจยิ่งเบาลงละเอียดลง จิตยิ่งเข้าสู่ฌานสมาธิที่สูงขึ้นตามลำดับไปจนกระทั่งถึงจุดที่ลมหายใจมันละเอียดเบาอย่างยิ่ง ไปจนสงบระงับคือจิตหยุดจากการปรุงแต่ง จิตรวมเป็นเอกัคคตารมณ์  ลมหายใจนิ่งสงบดับลง  กำหนดหยุดจิต  หยุดการปรุงแต่ง นิ่งหยุดเข้าถึงเอกัคคตารมณ์เข้าถึงฌาน ๔ ในอานาปานสติ  รวมจิตนิ่งหยุด หยุดจิตหยุดการปรุงแต่งหยุดอกุศล  การทรงฌานสมาบัติจนเข้าถึงฌาน ๔ ในอานาปานสติเกิดผลเกิดตบะเกิดขันติที่เราใช้ความเพียรใช้ความอดทนใช้ตบะในการอดกลั้นไม่ให้กิเลสไม่ให้ความฟุ้งวุ่นวายเข้ามากำเริบในจิตของเรา

                 กำหนดสงบนิ่งหยุด รวมจิตเป็นหนึ่ง เมื่อจิตรวมเป็นหนึ่งในฌาน ๔ นี้ก็ก่อให้เกิดกำลังของอภิญญาจิตในการอธิษฐานบารมี จิตที่รวมจิตที่สะอาดจิตที่ปราศจากนิวรณ์ ๕  จิตที่สงบระงับจากความโลภโกรธหลงคือสรรพกิเลสทั้งปวงก็ย่อมมีกำลังของจิตตานุภาพที่เราสามารถจะอธิษฐานณจุดที่หยุด จิตที่นิ่งจิตที่มีกำลัง  นิ่งหยุดสงบ  จากนั้นเดินจิตต่อไปในสมถะ  เดินจิตเข้าสู่กสิณ  กำหนดรู้อานาปานสตินั้นคือการใช้สติกำหนดรู้อยู่กับลมหายใจเป็นความรู้สึกเป็นผัสสะแต่ในขณะเดียวกันพอฝึกกสิณ  มันเป็นเรื่องของการที่เรากำหนดให้สติเราจดจ่ออยู่กับภาพ  ภาพที่ปรากฏก็คือภาพที่เกิดขึ้นทางจิต ตาไม่ได้เห็นภาพเพียงอย่างเดียว ตอนแรกการฝึกกสิณอาจจะต้องใช้ตามองภาพเพื่อให้เกิดอาการที่เราจำภาพคือภาพนิมิต  คำว่าภาพนิมิตก็คือภาพที่เราจินตภาพก็ดีที่เรานึกถึงก็ดี  แต่มันติดตาติดใจ  คำว่าติดติดตาติดใจก็คือเราลืมตาก็เห็นหลับตาก็เห็นภาพนั้นได้   ดังนั้นเวลาที่เรากำหนดภาพกสิณ กสิณไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นเรื่องของการนึกภาพที่เป็นวงกลมทรงกลมเพียงอย่างเดียว  การที่เรานึกภาพองค์พระก็ถือว่าเป็นกสิณ  กสิณที่ว่านี้ถ้าเรานึกพระพุทธรูปองค์สีดำก็มีผลมีอานิสงส์ทั้งในส่วนของการนึกถึงภาพพระพุทธเจ้าเป็นพุทธานุสติ  ถ้าองค์พระสีดำก็มีกำลังของกสิณที่เป็นนิลกสิณคือกสิณสีดำ  ส่วนถ้าเมื่อไหร่ที่เรานึกภาพเห็นเป็นกสิณสีทองก็มีผลทั้งพุทธานุสติและอารมณ์จิตที่มีกำลังอำนาจของกสิณสีเหลือง   แต่แสงสว่างของการที่เห็นเป็นสีทองนั้นอันที่จริงสีทองประกายแก้วจะเป็นสี จะเป็นรัศมีของพรหม อย่างพรหมนี้จะเป็นทองประกายแก้วสว่างอยู่  ดังนั้นผลอานิสงส์ก็เกิดขึ้นแต่ที่ดีที่สุดก็คือเมื่อไหร่ก็ตามที่เราเห็นองค์พระเป็นแสงสว่างด้วย  อันนี้ก็เป็นอาโลกกสิณควบกับพุทธานุสติ เมื่อไหร่ก็ตามเราเห็นองค์พระเป็นเพชรประกายพรึกสว่างจิตก็เข้าถึงปฏิภาคนิมิตคือฌาน ๔ ของกสิณและพุทธานุสติ   ดังนั้นกำลังถ้าเทียบกันกับภาพนิมิตที่ปรากฏในจิต  คนที่ทรงภาพคือนึกภาพ สามารถตั้งภาพนิมิตให้ดำรงคงอยู่ตั้งมั่นมีความเสถียรขึ้นในจิตก็จะมีกำลังที่แตกต่างกันจากความผ่องใสความชัดเจนของการทรงอารมณ์   อารมณ์ที่ตั้งแล้วสูงที่สุดก็คือเห็นองค์พระเป็นเพชรประกายพรึกมีฉัพพรรณรังสีสว่าง  เมื่อเรานึกถึงได้แล้วเมื่อเรามีความเข้าใจแล้วเราก็ทรงอารมณ์นี้  สำหรับการที่เราทรงภาพพระฝึกในการทรงภาพพระเป็นเพชรประกายพรึกสว่างนั้น  หากเรามีฐานมีกำลังและเราเคยปฏิบัติจนได้ฐานของกำลังของมโนมยิทธิ  เมื่อไหร่ที่เราทรงอารมณ์จิตเห็นภาพพระเป็นเพชรประกายพรึกสม่ำเสมอ  เราก็จะมีกำลังความเป็นทิพย์กำลังของมโนมยิทธิอยู่ในระหว่างที่เราทรงอารมณ์นั้นด้วยเสมอด้วยเช่นกัน ให้เข้าใจประโยชน์และผลแห่งการปฏิบัติ  ความผ่องใสของจิตจิตที่เป็นประกายพรึกสว่าง  ตอนนี้กำหนดนึกถึงภาพองค์พระให้สว่างที่สุดพยายามนึกฝึกนึก  

                  สำหรับวันนี้ก็จะเพิ่มเติมถือว่าเป็นการรวบรวมฐานความรู้ทั้งสำหรับคนใหม่แล้วก็คนเก่า  การทรงภาพพระนั้นหรือการนึกภาพพระขึ้นมาในจิต  หลักการที่ง่ายที่สุดก็คือให้เรานึกภาพองค์พระที่เราเห็นแล้วพึงพอใจที่สุด ถูกจริตถูกนิสัยของเรามากที่สุด  บางคนชอบองค์พระพุทธชินราช  บางคนชอบพระพุทธรูปองค์นั้นองค์นี้ เราเลือกองค์พระมาองค์ใดองค์หนึ่งที่เรารู้สึกชอบรู้สึกว่าองค์พระท่านงามติดตาตรึงใจที่สุด เรานึกภาพพระองค์นั้นไว้ ดูให้บ่อยๆสำหรับคนที่ยังไม่สามารถนึกภาพพระได้   **วิธีเริ่มต้นก็คือพยายามไปนั่งหน้าองค์พระนั้น นั่งแล้วก็ลืมตามอง ดูแล้วก็ค่อยๆจดจำพุทธลักษณะ ดูจนกระทั่งติดตาแล้วลองหลับตาดูว่าภาพติดใจมั้ย ลืมตาดูหลับตาดูไปเรื่อยๆจนกระทั่งเราเห็นภาพองค์พระนั้นชัดเจน  ดังนั้นการที่เราเดินทางไปไหว้พระกราบพระไปดูพระงามๆหลายที่หลายแห่งหลายวัดก็ทำให้จิตเรานั้นติดอยู่กับพุทธานุสติ  ใจของเราติดอยู่กับพระ ใจของเราติดอยู่กับกุศล จิตเราก็นึกถึงพระพุทธเจ้าให้เราสังเกตดูว่าเมื่อไหร่ที่เราอยู่กับกุศลอยู่กับพระนั่งหน้าพระ เราก็ไม่ค่อยกล้าคิดถึงสิ่งที่เป็นอกุศล ไม่นึกถึงบาปไม่นึกถึงความชั่ว ยิ่งเรามีความซาบซึ้งมีความรักในพระพุทธเจ้ามากเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งดื่มด่ำในความงามในศรัทธาของท่านทั้งหลายที่ได้สร้างพระพุทธรูปองค์นี้ไว้ในพระพุทธศาสนา  ให้เราลองนึกถึงอานิสงส์ผลบุญพระพุทธรูปหลายองค์นั้นสร้างมาเป็นเวลาหลายร้อยปีหรือเป็นพันปี  แต่เราชนรุ่นหลังที่มากราบมาชมองค์พระเราเห็นความงามขององค์พระเราเกิดความติดตาตรึงใจ  เรามีความชื่นชมถึงศรัทธาที่คนโบราณท่านปั้นท่านสร้างด้วยความงดงามด้วยความศรัทธา  จิตเราเกิดกุศลขึ้นผลอานิสงส์จากการที่จิตเรานึกถึงพระก็ส่งต่อไปถึงท่านที่เคยสร้างพระไว้  ซึ่งดีไม่ดีแล้วก็อาจจะกลับกลายเป็นว่าไอ้ตัวเราเองนี่แหละในอดีตชาติเป็นผู้ที่เคยสร้างพระพุทธรูปองค์นี้ไว้   และพอเรายังเกิดด้วยผลบุญที่เราเคยทำ ก็ทำให้เราย้อนกลับมาพบมาเจอมาถูกใจถูกจริตอยู่กับพระพุทธรูปองค์ดังกล่าว

                   ตอนนี้ก็ให้เราลองนึกด้วยความเป็นทิพย์ตั้งจิตอาราธนาบารมีพระพุทธองค์มาสงเคราะห์   กำหนดน้อมจิตให้เห็นภาพพระพุทธรูปที่ปรากฏอยู่ในยุคปัจจุบันว่ามีองค์ใดบ้างที่เราเคยร่วมบุญเคยร่วมสร้าง  เราอาจจะไม่ได้เป็นเจ้าภาพใหญ่คนเดียวแต่เราเคยร่วมบุญเคยถวายแหวนเคยถวายจานชามเครื่องทองเหลืองโลหะในการสร้างในการหล่อหรือเป็นพระปูนที่เราไปช่วยลงแรงขนทรายมาสร้างองค์พระ  ลงแรงช่วยหล่อเทปูนต่างๆ  กำหนดน้อมจิตให้เราเห็นด้วยความเป็นทิพย์ว่าบุญเก่าที่เราเคยสร้างพระพุทธรูปมาในปางก่อนแต่ชาติปางใดก็ตาม จะเป็นองค์เดียวหรือหลายองค์ก็ตาม  ขอให้ผุดรู้ผุดเห็นขึ้นมา  กำหนดรู้ขึ้นมาในจิตให้เห็นภาพเหตุการณ์ที่เราเคยร่วมบุญ อันนี้ก็ถือว่าเป็นทั้ง อตีตังสญาณและบุพเพนิวาสานุสติญาณเป็นบุญเก่าที่เราเคยทำมาในกาลก่อน  ให้ภาพนั้นปรากฏขึ้น บางคนก็ไม่ใช่องค์เดียวนะบางคนก็หลายองค์ ลองดูซิพระพุทธชินราชเราเคยร่วมสร้างมั้ย  ถ้าเคยร่วมสร้างพระพุทธชินราชก็ต้องเคยร่วมสร้างพระพุทธชินสีห์ที่วัดบวรนิเวศด้วย เพราะว่าเป็นพระในชุดเดียวกัน สร้างสมัยพระยาลิไทคุณหลวงพระงั่วคุณหลวงพระงั่วก็คือหลวงพ่อ  กำหนดน้อมจิตพิจารณาดูไปเรื่อยๆว่ามีองค์ใดบ้างพระพุทธรูปสมัยอยุธยาสมัยสุโขทัย สมัยสุโขทัยพระพุทธรูปทองคำวัดไตรมิตรเคยร่วมสร้างมั้ย  พระพุทธรูปองค์อื่นที่จำหลักอัญเชิญมาจากทางเหนือในยุคกรุงรัตนโกสินทร์มาเป็นพระประธานในหลายวัดในกรุงเทพฯ  เราเคยร่วมสร้างในยุคสมัยสุโขทัยมั้ยอยุธยามั้ย  กำหนดน้อมจิตนะบางคนผุดภาพพระพุทธรูปทรงเครื่องจักรพรรดิวัดหน้าพระเมรุเราเคยร่วมสร้างมั้ย                

                  จากนั้นอธิษฐานจิตนะขอบารมีพระพุทธเจ้าทรงสงเคราะห์  บุญเก่าที่ข้าพเจ้าเคยร่วมสร้างพระพุทธรูปมาหลายองค์แล้วรวมถึงพระพุทธรูปที่ข้าพเจ้าได้ร่วมสร้างในชาติปัจจุบันนี้  ขอให้ผลอานิสงส์แห่งการสร้างพระพุทธรูปอันเป็นพุทธนิมิตหมายเป็นเครื่องรำลึกนึกถึงพระพุทธองค์  จงก่อเกิดอานิสงส์ให้นับแต่นี้จิตข้าพเจ้ามีความติดตาตรึงใจการทรงภาพพระมีความชัดเจนแจ่มใสเต็มกำลัง  สามารถกำหนดน้อมภาพนิมิตขององค์พระไล่ขึ้นไปเป็นอุคหนิมิตคือกายเป็นแก้วขึ้นไปจนกระทั่งถึงปฏิภาคนิมิต องค์พระกลายเป็นเพชรประกายพรึกได้โดยง่ายโดยพลันนับตั้งแต่บัดนี้ตราบเท่าเข้าถึงซึ่งพระนิพพานด้วยเถิด   ทรงอารมณ์ทรงสภาวะนะให้ภาพองค์พระตอนนี้เป็นเพชรระยิบระยับรัศมีเป็นรุ้งรัศมีความเป็นรุ้งเหลือบพร่างพราย  ใจมีความผ่องใสเป็นสุข จิตมีความผ่องใสอย่างยิ่ง   จากนั้นกำหนดจิตว่ากำลังใจในการปฏิบัติของข้าพเจ้านี้  กราบพระเมื่อไหร่จิตข้าพเจ้ากราบถึงพระพุทธเจ้าบนพระนิพพาน จิตมีนิมิตนึกถึงพระพุทธเจ้านึกถึงพระพุทธรูปเมื่อไหร่  จิตข้าพเจ้านึกถึงพระพุทธองค์บนพระนิพพานเสมอ   ปฏิบัติธรรมเมื่อไหร่นั่งสมาธิเมื่อไหร่กายทิพย์ข้าพเจ้ายกขึ้นไปปฏิบัติไปนั่งบนพระนิพพานเสมอ  ตั้งใจให้มีความเข้มข้นตั้งกำลังใจให้ตรงอยู่กับพระนิพพานเป็นที่สุด  จากนั้นอารมณ์จิตของเราตัดกายแล้ว ทิ้งกายแล้วจิตมีความเคารพนอบน้อมในพระพุทธเจ้าอธิษฐานจิตว่าในขณะที่ปฏิบัติธรรม จิตข้าพเจ้านี้มีศีลที่บริสุทธิ์ จิตมีพรหมวิหาร ๔  ทรงสภาวะความนอบน้อมมั่นคงในพระรัตนตรัย จิตเข้าถึงความเป็นสัมมาทิฐิ  อธิษฐานจิตขอบารมีพระพุทธเจ้าทรงสงเคราะห์ยกอาทิสสมานกายของข้าพเจ้าขึ้นมาบนพระนิพพานท่ามกลางมหาสมาคมคือพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ทุกพระองค์บนพระนิพพานมีสมเด็จองค์ปฐมทรงเป็นประธาน  จากนั้นเรากำหนดน้อมจิตนะอธิษฐานต่อพระพุทธองค์   อันนี้พระอาจารย์คือพระอาจารย์พิชัยที่วัดซุงท่านเมตตาเตือนกับเพิ่มเสริมขึ้นมา  ให้เราอธิษฐานนะอย่าประมาทในความตายทรงอารมณ์ในมรณานุสติไว้เสมอ และในขณะเดียวกันให้เราตั้งกำลังใจว่า ในมรณานุสติก็คือให้เราตั้งจิตตายเมื่อไหร่เรามาพระนิพพาน  และสิ่งที่พิเศษที่ท่านเสริมขึ้นก็คือท่านบอกว่าให้ขอกับพระ ขอกับหลวงพ่อ ขอกับพระคำว่าพระนั้นหมายถึงพระพุทธเจ้า  ตอนนี้ก็ให้เราตั้งจิตอธิษฐานตรงกับพระพุทธเจ้าว่า หากเมื่อใดก็ตามที่ถึงเวลาใกล้อายุขัยของข้าพเจ้าใน ๗ วันก็ขอให้พระพุทธองค์ก็ดี หลวงพ่อก็ดี เมตตามาบอกข้าพเจ้ามาบอกมาเตือนกับข้าพเจ้าว่าเหลือเวลาอีก ๗ วัน เหตุผลในเรื่องของการที่พระท่านมาบอกว่าเหลือเวลาเท่าไหร่   ถ้าสำหรับบุคคลที่ปฏิบัติเพื่อพระนิพพานนั้นการที่พระท่านมาบอกก่อน ๗ วันก็เพื่อให้เราปล่อยวางทุกอย่างและก็ให้เราเข้มข้นวางกำลังใจปฏิบัติตั้งมั่นในพระนิพพาน  แต่สำหรับบุคคลที่ยังไม่ได้ตั้งจิตไปพระนิพพานบุคคลที่มีกำลังของวิปัสสนาญาณอย่างอ่อน  การที่พระท่านจะมาบอกท่านก็จะไม่มาบอก  เหตุผลก็เพราะว่าสำหรับบุคคลคนที่ยังเป็นปุถุชนจัดอยู่เวลามาบอกว่าจะตาย    แทนที่จะมีกำลังใจในการปฏิบัติจะยิ่งทำให้บุคคลนั้นมีความเศร้าหมองมีความกลัว  กลับกลายเป็นว่าเมื่อไหร่ถ้ามาบอกแล้วไอ้ความเศร้าหมองมันเกิดขึ้นแทนที่จะไปสวรรค์กับกลัวตาย มีความทุกข์มากมีความเครียดมากกลับกลายเป็นว่าตายแล้วไปไม่ดี  ต่างกันกับบุคคลที่เจริญวิปัสสนาญาณ ต่างกันกับบุคคลที่ตั้งจิตว่าตายเมื่อไหร่ไปพิพพาน   ถ้ารู้ว่าอีก ๗ วันตายให้เราลองนึกภาพกำหนดน้อมนึกของเราเองนะถ้าเรารู้ว่าอีก ๗ วันตายเราจะตั้งใจเราแบบไหน  ถ้าพระท่านมาบอกไว้อีก ๗ วันนะจะได้ไปอยู่พระนิพพานด้วยกัน  เราจะมีจิตยินดีหรือจิตหวาดกลัว  เราจะปล่อยวางบุคคลที่เรารักที่สุดได้มั้ย  หลวงพี่ท่านก็เตือนว่าสามีภรรยานั้นจริงๆยังตัดง่าย  พ่อแม่ตัดยากขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง   แต่จุดหรือบุคคลที่ตัดยากที่สุดก็คือลูก  ลูกนั้นเป็นห่วงที่ร้อยรัดจิตให้เรานึกถึงให้เราห่วงมากที่สุด ยิ่งกว่าสามีหรือภรรยา    ให้เราลองพิจารณาดูว่าเราปล่อยวางได้มั้ยถ้าสำหรับบุคคลก็มีที่มีลูก สำหรับคนไม่ได้แต่งงานก็ดีบุคคลที่ไม่ได้มีลูกมีหลาน เราก็กลับกลายเป็นเรื่องที่ดีคือเบาเนื้อเบาตัวเบากายเบาใจเบาจิต ไม่ต้องวางอะไรให้มันยากเพราะไม่มีอะไรที่มันเป็นห่วงการปล่อยวางเพื่อพระนิพพานก็ง่ายกว่าคนที่เขาสร้างห่วงไว้    กำหนดพิจารณาว่าใน ๗ วันเราปล่อยวางได้มั้ย   หลวงพ่อท่านมาบอกว่าไปนิพพานแน่นอนใน ๗ วันนี้จะไปมั้ย   เชื่อว่าบุคคลที่ตั้งใจตั้งกำลังใจจะไปนิพพานชาตินี้รู้ว่าอีก ๗ วันจะต้องเสีย  รับรองว่าตั้งกำลังใจนี้นึกถึงพระตลอดเวลาทรงอารมณ์ตลอดเวลา  ปล่อยวางตลอดเวลา ไม่รู้สึกว่ายินดีกับสิ่งที่เป็นเรื่องของโลก  จิตเข้าสู่ภูมิของอนาคามี  จิตเริ่มก้าวเข้าสู่ภูมิของอรหันตมรรค  ถึงวาระเมื่อไหร่ก็เข้าถึง     อรหันตผล    ให้เรากำหนดน้อมจิตนะสำหรับคนที่ไม่ได้มีความกลัวมากเกินไป  คนที่คิดว่าถ้าท่านมาเตือนก่อนยิ่งเป็นเรื่องที่ดีที่ทำให้เราไม่ประมาทยิ่งทำให้ความแน่นอนในการเข้าสู่พระนิพพานในชาติปัจจุบันนี้มีความมั่นคงยิ่งขึ้นแน่นอนยิ่งขึ้น  ก็อธิษฐานนะขอให้ท่านมาบอกแต่ถ้ากลัวก็ถึงวาระก็ขอให้ท่านมารับเลย  แต่เวลาที่ท่านมาบอกถ้าระดับที่ท่านตั้งใจเมตตามาบอก  ถ้าถึงเวลาที่เราไป ถึงเวลาวาระที่เราตายจริงๆท่านก็มารับด้วยทั้งบอกก่อนแล้วก็มารับด้วย   ถ้าเป็นแบบนี้ก็ถือว่ายังไงเราก็ไปพระนิพพานได้แน่นอน    อย่าลืมว่าการปฏิบัติธรรมของเราในกลุ่มในหมู่คณะของเราเราก้าวเจริญรอยตามพระพุทธเจ้า เราก้าวเจริญรอยตามหลวงพ่อท่าน   การปฏิบัติของเราเป็นไปเพื่อมรรคผลเพื่อพระนิพพานเป็นที่สุด   ดังนั้นจิตของเราก็ตั้งดำรงไว้อยู่กับพระนิพพานเป็นสำคัญ   

                  เราลองพิจารณาดูเป็นวิปัสสนาญาณบนพระนิพพานนี้ว่าโลกนี้มันมีความไม่เที่ยงมั้ย  โลกนี้มันมีความวุ่นวายมั้ย  มันไม่ใช่ว่าโลกบ้านเมืองหรือประเทศชาติมันจะมีความสุขสงบร่มเย็นไปตลอดเวลา  ในสมัยอาณาจักรโบราณมันก็มีช่วงที่สุขสงบมีช่วงที่เกิดศึกสงครามมีช่วงที่เกิดโรคระบาด  มีช่วงเวลาที่เมืองมันล่มเมืองมันเกิดความล่มสลาย เชื่อเถิดว่าในแต่ละยุคแต่ละสมัยบุคคลในประวัติศาสตร์ก็ไม่คิดว่าตนจะประสบเหตุการณ์ที่เกิดการล่มสลายรุนแรงเช่นนี้  ปุถุชนก็ย่อมคิดว่าโลกนี้เที่ยงบ้านเมืองนี้เที่ยง ชีวิตมันก็ดำเนินไปมีความสบาย  แต่ถึงเวลาพอมีศึกสงครามผ่านไปเพียงแค่คืนเดียววันรุ่งขึ้นทุกอย่างถูกทำลายถูกเผาวอดวายไปหมด   ให้เรากำหนดว่าด้วยความไม่เที่ยงของโลกมันอยู่ในกฎของอนิจจลักษณะคือกฎของอนิจจัง  พอมันไม่เที่ยงมันถูกทำลายเราไปยึดมั่นถือมั่นว่ามันจะสบายมันจะดำรงคงอยู่ตลอดกาลตลอดทั้งกัปป์ ความทุกข์มันก็เกิดขึ้น  ลองดูภาพเหตุการณ์ในยามที่มันเกิดความทุกข์ความทรมานจากการล่มสลาย  พ่อตายแม่ตายลูกตายสามีภรรยาตาย คนที่เหลืออยู่บางคนที่ทนกับทุกขเวทนาที่บีบคั้นอารมณ์ไม่ได้ ก็ถึงกับเป็นบ้าถึงกับร้องไห้แทบขาดใจ     เราก็กำหนดดูว่าไอ้ถึงเวลาช่วงเวลาที่มีความสุขสงบ  มีความบันเทิงในเมืองในงานเฉลิมฉลองก็ร้องเล่นหัวเราะ ในยามเมืองพินาศลงก็ร้องไห้ร้องห่ม ในยามที่พลัดพรากจากคนรักของรักทรัพย์สมบัติบ้านเรือนถูกทำลายก็ร้องไห้แทบขาดใจ  สรุปโลกนี้มันเที่ยงหรือไม่เที่ยง โลกนี้มันสุขหรือมันทุกข์โลกนี้มันอยู่จีรังยั่งยืนตลอดไปหรือไม่  ก็ให้เราน้อมคิดพิจารณาแล้วก็ตั้งจิตให้ดีว่าเราจะไปพระนิพพานหรือว่าเราก็จะอยู่กับโลกแบบนี้  ยังเวียนว่ายตายเกิดไปเรื่อยๆแต่ละเหตุการณ์แต่ละวันที่เราพบมันก็มีการกระทบแต่ละวันที่เราพบ ก็มีเรื่องราวที่เราต้องเจอ  เรากำหนดพิจารณาในทุกเหตุการณ์ในทุกการกระทบก็ล้วนแล้วแต่เป็นกรรม   กรรมที่ยังรอเสวยผลกับเราก็ยังมีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่ว กุศลหรืออกุศล ทุกอย่างให้เราย้อนพิจารณาเป็นวิปัสสนาญาณนะ ทุกอย่างเกิดแต่กรรม  กรรมดีก็เป็นผลของบุญกุศลความดีที่เราทำ  กรรมชั่วก็เป็นผลของอกุศลของบาปที่เราเคยทำกรรมไว้  การที่เรากระทบไม่ว่าทางกาย ไม่ว่าด้วยวาจา ไม่ว่าด้วยใจก็ล้วนแล้วแต่ส่งผลกับชีวิตของเราเป็นผลกรรมที่เราต้องมาเสวยอยู่   ดังนั้นการกระทำของเราก็จงเป็นมือที่ให้ทาน เป็นมือที่ช่วยงานส่วนรวมปฏิปทาสาธารณประโยชน์  วาจาก็จงเป็นวาจาที่กล่าวโดยธรรมกล่าวเพื่อให้สติกับผู้คน วาจาที่กล่าวยังกำลังใจผู้คนให้เกิดขึ้นวาจาที่แสดงธรรมที่แสดงกุศลที่ให้กำลังใจ  จิตก็เป็นกระแสจิตที่ส่งแต่พลังงานที่เป็นเมตตา พลังงานที่เป็นกำลังของบุญกุศล จิตที่นึกสิ่งที่เป็นเรื่องที่เป็นความสุขความเจริญแทนที่เราจะไปคิดร้ายคิดลบคิดอาฆาตแค้นพยาบาท จิตเราก็ให้มีแต่กระแสสว่างของบุญ กระแสความสงบเย็นของความเมตตา กระแสปัญญาของธรรมจากจิตของเรา  กำหนดน้อมปรับกายวาจาใจของเราให้อยู่ในกุศล  กายทิพย์กายพระวิสุทธิเทพของเราตอนนี้ก็น้อมให้สว่างขึ้นใสขึ้น  อธิษฐานจิตนะให้สว่างขึ้นใสขึ้น  ตั้งกำลังใจว่าขอให้เราทรงในอารมณ์พระนิพพาน ยินดีในพระนิพพานเป็นที่สุด จำไว้ว่าการปฏิบัติเราหวังผลคือพระนิพพานคืออริยทรัพย์อริยสมบัติ  อภิญญานั้นเป็นเพียงแค่ของแถมเป็นเพียงแค่ผลลัพธ์ความต่อเนื่องที่ได้จากการที่เราทรงไว้ในอริยจิต ทรงไว้ในความบริสุทธิ์ ถ้าเราตั้งเป้าจะอภิญญาแต่แรกมันจะกลายเป็นวิปัสสนูปกิเลส  แต่ถ้าเราตั้งเป้าเอาอริยทรัพย์ยังไงก็ได้อภิญญาที่เป็นโลกุตตรอภิญญามา   โลกิยอภิญญามันยังส่งผลที่เป็นอกุศลได้ที่ทำให้เกิดมิจฉาทิฐิได้  ลองดูอย่างพระเทวทัตได้อภิญญาแต่เป็นมิจฉาสมาธิ ได้อภิญญาแต่เป็นโลกิยะที่ใช้ในทางมิจฉาทิฐิคิดร้ายต่อพระพุทธเจ้า ไปสอนให้พระเจ้าอชาตศัตรูฆ่าพ่อตัวเองชิงราชสมบัติ ตัวเองจะชิงพุทธอาณาจักรจากพระพุทธเจ้า  ดังนั้นก็ให้เราลองดูเหตุการณ์ตอนนี้  โลกตอนนี้ก็มีคนคิดร้ายต่อชาติต่อพระพุทธศาสนาต่อสถาบันก็ไม่ต่างกัน  มีคนมายุแหย่ประชาชนให้ไปคิดไปทำแบบนั้นตรงนี้ก็ถือว่าเป็นคนพาลเป็นคนมิจฉาทิฐิเราไปคบค้าด้วยเราก็ช่วยด้วย เราก็พลอยชั่วไปด้วยทำบาปไปกับเขาด้วย   ดังนั้นจำไว้ว่ามงคลประการแรกในมงคล ๓๘  ก็คือจงไม่พูดไม่คบกับคนพาล   “ อเสวนาจะพาลานัง  คือไม่พูดไม่สนทนาไม่คบค้าไม่ไปไม่ถ่ายรูปกับคนพาลคนเลวคนชั่วไม่นับถือคนชั่วไม่ไปยกยอให้เกียรติ ”  คนชั่วกับคนรวยมันไม่เหมือนกัน  คนรวยบางคนก็อาจจะรวยจากความชั่วเราจงนับถือคนที่รวยในบุญในกุศลในอริยทรัพย์ รวยด้วยศีลมีศีลอยู่  รวยจากทานคือผลอานิสงส์จากทานส่งผล รวยจากผลของการภาวนา รวยอริยทรัพย์จากการเจริญวิปัสสนาญาณ    กำหนดดูนะว่าที่จริงเรารวยมั้ยทิพยสมบัติเรามีมั้ยอธิษฐานจิตนะขอบารมีพระพุทธเจ้าขอให้พระอินทร์ท่านแสดงทิพยสมบัติในเทวดาในชั้นอากาศเทวดาทั้งหมดในแต่ละภพที่เป็นทิพยสมบัติของเรานะขอให้เห็นว่าเรามีเยอะมั้ย  แต่มีแล้วเรายังต้องมาเกิดเป็นเทวดาเราเอามั้ย  คราวนี้อธิษฐานจิตขอให้เห็นพรหมสมบัติวิมานบนพรหม  ขอท่านท้าวสบดีพรหมเมตตาสงเคราะห์ขอให้เห็นวิมานบนพรหมโลก วิหารแห่งพรหมสงบเงียบสงัดใหญ่สว่างกว้าง  อธิษฐานจิตนะเราก็รวยนะมีพรหมสมบัติด้วย ผลจากการเจริญฌานสมาธิ ฌาน ๑-๒-๓-๔  ผลจากการเจริญในพรหมวิหาร ๔ เมตตากรุณามุทิตาอุเบกขาฌาน

                  จากนั้นอธิษฐานจิตต่อไป วิมานบนพรหมหรือพรหมสมบัติเราก็ไม่ยินดี  ขอให้ทิพยสมบัติก็ดีพรหมสมบัติก็ดีจงเป็นกำลังส่งผลให้จิตข้าพเจ้าจงเข้าถึงนิพพานสมบัติ  อริยทรัพย์จงปรากฏ อริยทรัพย์ที่ปรากฏนั้นก็คือเครื่องทรงของความเป็นพระวิสุทธิเทพ วิมานบนพระนิพพาน กำหนดขอบารมีพระท่านสงเคราะห์ขอให้วันนี้เราเห็นวิมานของเราเองชัดเจนที่สุด เห็นลายบนเสาเห็นรูปทรงของวิมานความกว้างที่แท้จริงของวิมาน  ถ้าเราฝึกมโนยิทธิฝึกเผินๆเราจะรู้สึกว่าวิมานค่อนข้างพอดีตัว มีพระแท่นปรากฏกายเรานั่งอยู่  เอื้อมมือไปก็ถึงเสาแล้ว  แต่คราวนี้ขอให้เห็นความกว้าง มิติความกว้างใหญ่ทั้งหมดของวิมานบนพระนิพพานของข้าพเจ้าอันเป็นผลจากการที่ข้าพเจ้าเจริญวิปัสสนากรรมฐาน เป็นผลจากทานศีลภาวนา จากการสร้างพระพุทธรูปขอให้วิมาน ขอบเขตวิมานที่แท้จริงของข้าพเจ้าปรากฏขึ้นในจิต ทิพยสมบัติที่ปรากฏเป็นนิพพานสมบัติเป็นอริยทรัพย์ขอจงรวบรวมส่งผลให้เกิดความสว่างความชัดเจนความแวววาวของกายพระวิสุทธิเทพโดยเฉพาะอย่างยิ่งเพชรอัญญมณีเครื่องประดับทองคำที่เราถวายพระพุทธรูป ปิดประดับถวายพระพุทธรูปขอจงส่งผลเป็นกำลังใจให้กายทิพย์ข้าพเจ้า กายพระวิสุทธิเทพของข้าพเจ้ามีความสว่างไสวแพรวพราวที่สุดเต็มกำลังด้วยเถิด   อธิษฐานนะสิ่งนี้ที่เราปฏิบัติที่เราอธิษฐานก็เพื่อให้เราเกิดกำลังใจเกิดกำลังใจว่าทานก็ดีศีลก็ดีภาวนาก็ดี มีผลในภาคทิพย์มีผลกับการปฏิบัติเข้าถึงพระนิพพานของเราทุกคน  แล้วก็เพื่อให้เรามีความยินดีในพระนิพพานสมบัติ  กำหนดในกายพระวิสุทธิเทพให้ชัดเจนที่สุด  ใจมีความเอิบอิ่มที่สุดยินดีแนบอยู่กับพระนิพพานที่สุด รักเคารพพระพุทธเจ้ามากที่สุด   กตัญญูรำลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้าพระธรรมพระอริยสงฆ์ครูบาอาจารย์อย่างถึงที่สุด จิตดื่มด่ำตั้งมั่นในพระนิพพานเป็นอารมณ์ ทรงสภาวะไว้  กายพระวิสุทธิเทพสว่างที่สุด  พิจารณาตัดภพ  ตัดภพจบชาติทั้งหลาย ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา  การเกิดไม่มีกับเราอีกต่อไป ทุกขเวทนาทั้งหลายวิบากกรรมทั้งหลายสลายเป็นโมฆะกรรมทั้งหมดไม่ว่ากุศลหรืออกุศล ที่เคยเป็นเครื่องดึงดูดให้เรามาเกิดมาจุติยังภพอื่นภูมิใดในสังสารวัฏ ไม่มีแรงดึงดูดไม่มีกำลังที่จะดึงจิตเราลงมาเกิดมาจุติมาเวียนว่ายในสังสารวัฏอีกต่อไป อารมณ์ใจเรายินดีตั้งมั่นอยู่กับพระนิพพานเพียงจุดเดียว  อารมณ์จิตเรามีความเคารพในพระพุทธเจ้าพระปัจเจกพุทธเจ้าพระอรหันต์พระธรรมพระอริยสงฆ์เพียงจุดเดียว  สมมติทั้งหลายเราละแล้วเพื่อเข้าถึงวิมุตติ  กำหนดน้อมให้เกิดปัญญาญาณเห็นในทุกข์สมมติ สมมติในตำแหน่งหน้าที่การงาน ยศถาบรรดาศักดิ์ สมมติในการเป็นเจ้าข้าวเจ้าของทรัพย์บนโลกใบนี้สมมุติว่ามีชื่อนั้นชื่อนี้ สมมุติว่าเป็นชนชาตินี้เชื้อชาตินี้ประเทศนี้ ทุกอย่างเป็นสมมติ สุดท้ายคือจิตดวงเดียวที่หลุดพ้นจากอำนาจของสังสารวัฏ การระลึกชาติก็เพื่อให้รู้เพื่อให้ชัดเจนว่าแท้ที่จริงการเปลี่ยนภพเกิดใหม่ก็เป็นเพียงแค่การเปลี่ยนสมมติเท่านั้น ละสมมติทิ้งสมมติเพื่อเข้าสู่วิมุตติธรรม  กำหนดให้กายพระวิสุทธิเทพสว่างผ่องใสเต็มที่ อธิษฐานจิตนะขออาราธนาบารมีพระพุทธเจ้าพระธรรมพระอริยสงฆ์ เทพพรหมเทวาน้อมกระแสบุญจากพระนิพพานลงมา แผ่เมตตาให้กับสังสารวัฏนี้ สังสารวัฏนี้จิตข้าพเจ้าเคยโลดแล่นเวียนว่ายตายเกิดทั้งสุขทั้งทุกข์ทั้งพบเจอทั้งพลัดพราก  โลกธรรมทั้ง ๘ ได้ประสบพบเจอจากสังสารวัฏนี้ ทั้งสุขทั้งทุกข์ทั้งยิ้มแย้มทั้งเสียน้ำตา ทั้งร่างกายอันเป็นซากศพในแต่ละภพชาติกองเป็นประดุจภูเขา สังสารวัฏนี้ข้าพเจ้าเวียนว่ายมานานแสนนาน และดวงจิตทั้งหลายที่ยังเวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏนี้ก็ยังเวียนว่ายต่อไปตราบจนเจอกระแสพระธรรม     

                 ข้าพเจ้าขอน้อมอาราธนากระแสจากพระนิพพานลงไปเป็นกระแสบุญกระแสเมตตากระแสปัญญากระแสสัมมาทิฐิกระแสกระตุ้นรู้ตื่นสู่พระนิพพาน  แผ่ลงไปนับตั้งแต่อรูปพรหมทั้งปวง ๔ ชั้น พรหมโลกทั้ง ๑๖ ชั้น อากาศเทวดาทั้ง ๖  ภพของรุกขเทวดาภุมเทวดาทั่วอนันตจักรวาล  แผ่เมตตาแผ่กระแสจากพระนิพพานลงไปยังดวงจิตของมนุษย์และสัตว์ที่มีขันธ์ ๕ กายเนื้อกายหยาบทั้งหลาย  แผ่เมตตาแผ่กระแสพระนิพพานลงไปยังภพภูมิที่เป็นโอปปาติกะสัมภเวสีทั้งหลาย ชาวเมืองบังบดลับแลทั้งหลาย มิติที่ทับซ้อนทั้งหลาย  แผ่เมตตาลงไปยังภพของเปรตอสุรกาย แผ่เมตตาลงไปยังภพของสัตว์นรกที่เสวยวิบากกรรมในทุกขุมถึงลึกที่สุดไปจนถึงอเวจีและโลกันตมหานรก  ขอบารมีสมเด็จองค์ปฐมเมตตาเปิดโลกแผ่เมตตาเปิด ๓  ภพภูมิ   ให้จิตข้าพเจ้ากระจ่างแจ้งใน ๓ ภพภูมิเพื่อตัดสังสารวัฏ  กระจ่างแจ้งในภพเพื่อตัดภพ เห็นสุขเห็นทุกข์เห็นการเวียนว่ายตายเกิดเพื่อออกจากสังสารวัฏนี้  ดังนั้นการที่เราปรารถนาพระนิพพานและเราแผ่เมตตาให้กับสังสารวัฏคือทั้ง ๓ ภพภูมิก็เป็นการเจริญวิปัสสนาให้เห็นทุกข์ของสังสารวัฏเพื่อให้จิตอิ่มเบื่อ  เกิดนิพพิทาญาณในสังสารวัฏ   เมื่อแผ่เมตตาแล้วทั้งเมตตาแล้วก็เกิดนิพพิทาญาณ จิตมันก็ปล่อยวางจากสังสารวัฏได้ง่ายขึ้น   แผ่เมตตาอันไม่มีประมาณให้กับวัฏสงสารให้กับ ๓ ภพภูมิ  จิตเข้าสู่มรรคผลในวิสัยของเมตตาเจโตวิมุตติ  จิตวิมุตติหลุดพ้นด้วยกระแสของเมตตา  แผ่เมตตาด้วยจิตอันผ่องใสเอิบอิ่มปล่อยวาง   แผ่เมตตา ๓ ภพภูมิไม่มีประมาณด้วยจิตเป็นอริยจิตคืออารมณ์พระนิพพานแล้วแผ่เมตตา ทรงสภาวะทรงอารมณ์ที่ผ่องใสสว่างจะรู้สึกถึงว่าใจของเราเหมือนมีน้ำหยาดเย็นๆหลั่งอยู่ ความแช่มชื่นความผ่องใสความสุขกระแสบุญปรากฏหล่อเลี้ยงจิตของเรา จิตเอิบอิ่มเบิกบานเต็มที่

                  จากนั้นอธิษฐานนะขออาราธนากระแสบุญจากพระนิพพานลงมาปกคลุมคุ้มครองโลกใบนี้ ขอให้ก้าวย่างเข้าสู่ยุคชาววิไล  ขอให้ท้ายที่สุดสันติภาพความสุขสงบสันติร่มเย็นความเจริญรุ่งเรืองความอุดมสมบูรณ์จงปรากฏ  ขอกระแสบุญจากพระนิพพานคลุมประเทศไทยดินแดนสุวรรณภูมิทั้งหมด  ขอให้เข้าสู่ยุคชาววิไลรวมทั้งมีความเจริญรุ่งเรืองปึกแผ่นสืบต่อจากยุคชาววิไล ควบเข้าสู่ยุคไทยมหารัฐเป็นที่ยอมรับของประชาคมโลก เป็นประเทศที่มีความเจริญรุ่งเรือง เป็นประเทศที่กลายเป็นกระแสหลัก ภาษาไทยกลายเป็นภาษาหลักอีกภาษาหนึ่งของโลก เงินบาทสกุลไทยกลายเป็นเงินสกุลหลักของโลก  สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยกลายเป็นต้นแบบที่ทำให้หลายประเทศหวนย้อนคืนสู่ระบบของพระมหากษัตริย์ในที่สุด   ขอให้สิ่งนี้จงปรากฏขึ้นโดยพลันโดยอัศจรรย์ด้วยเทอญ  จากนั้นอธิษฐานนะขอให้กระแสจากพระนิพพานน้อมรวมลงมายังพุทธอาณาจักร วัดวาอาราม สถานปฏิบัติธรรม พระพุทธรูป พระบรมธาตุ พระบรมสารีริกธาตุ พระธาตุเจดีย์ พระเครื่อง วัตถุมงคลขอจงมีแต่กระแสของความศักดิ์สิทธิ์ กระแสพุทธานุภาพกระแสสัมมาทิฐิดับล้างสลายอวิชชาคุณไสยทั้งปวง เวทมนตร์ดำทั้งหลายจงสลายตัวไป อวิชชาทั้งหลายจงสลายตัวไปจากวัตถุมงคลทั้งหลายพระเครื่องทั้งหลาย  ขอจงเข้าถึงความเป็นพุทธที่บริสุทธิ์ เข้าถึงพุทธานุภาพธรรมานุภาพสังฆานุภาพ เข้าถึงอภิญญาจิต เข้าถึงวิสัยแห่งมรรคผลทั้ง  ๔ คือ สุขวิปัสสโก เตวิชโช ฉฬภิญโญ ปฏิสัมภิทัปปัตโต ครบถ้วนในทั้ง ๔ วิสัย ขอให้จิตที่วิสัยเข้าถึงพระนิพพานคือวิสัยแห่งสาวกภูมิจิต  วิสัยของพระปัจเจกพุทธเจ้า วิสัยของพระโพธิจิตพระโพธิสัตว์พระพุทธเจ้า ขอจงเข้าถึงมรรคผลพระนิพพานได้   ประตูแห่งพระนิพพานขอจงเปิดรับดวงจิตทั้งหลายสรรพสัตว์ทั้งหลายด้วยเทอญ   จากนั้นน้อมกระแสบุญกุศลถึงเทวดาพรหมในทุกสถานที่ในทุกเขตแดนโดยเฉพาะอย่างยิ่งพระสยามเทวาธิราช   เทวดาทั้งหลายที่พิทักษ์รักษาเขตพระพุทธศาสนา  เทวดาทั้งหลายที่รักษาสถาบันรักษาพระชนมวารขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์  ขอให้กระแสกุศลแห่งการปฏิบัติน้อมรวมลงถึงเทวดาพรหมสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เมตตารักษาอภิบาลข้าพเจ้าดูแลคุ้มครองข้าพเจ้า สงเคราะห์เกื้อกูลข้าพเจ้าทั้งหลายทั้งยามหลับก็ดี ทั้งยามตื่นก็ดี ทั้งยามมีสติก็ดี ยามเผลอสติไปแล้วก็ดี ช่วยสงเคราะห์เกื้อกูลข้าพเจ้าทั้งที่ปรากฏให้ข้าพเจ้ารู้ก็ดีหรือที่ท่านเมตตาสงเคราะห์โดยที่ข้าพเจ้าไม่รู้ก็ดี  ขอให้บุญกุศลน้อมรวมถึงท่าน ทานศีลภาวนา บุญพระกรรมฐานบุญกำลังเมตตาบุญสวดมนต์ภาวนาขอให้ทุกท่านทุกๆพระองค์ได้รับผล เกิดบุญญฤทธิ์ อิทธิฤทธิ์ เทพฤทธ์  เกิดกำลังใจที่จะเมตตาสงเคราะห์เกื้อกูลข้าพเจ้าให้ยิ่งๆขึ้นไปด้วยเทอญ  

                จากนั้นสมควรกับเวลาแล้วก็ให้เราน้อมกราบลาทุกท่านทุกๆพระองค์บนพระนิพพาน กราบลาครูบาอาจารย์ทั้งหลาย กราบลาพ่อแม่ทั้งในชาติปัจจุบันและอดีตชาติ ท่านผู้มีพระคุณทั้งหลายน้อมจิตกราบลา  เมื่อกราบลาแล้วก็น้อมจิตพุ่งจิตลงมาจากพระนิพพานลงมาคลุมกายเนื้อทั้งหมด  ขอกระแสบุญจากพระนิพพานฟอกธาตุขันธ์ลำแสงคลุมกายเนื้อทั้งหมด ผมขนเล็บฟันหนังกลายเป็นแก้วใส โครงกระดูกเส้นเอ็นหลอดเลือดกลายเป็นแก้วใสกล้ามเนื้อทุกส่วนเซลล์ทุกเซลล์อาการทั้ง ๓๒ อวัยวะภายในทั้งหมดกลายเป็นแก้วใส  ธาตุธรรมฟอกธาตุขันธ์ สลายล้างเซลล์มะเร็งเซลล์เนื้องอก เซลล์ผิดปกติทั่วร่างกายสลายออกไปด้วยธรรมธาตุ ด้วยธรรมโอสถ เชื้อโรคเชื้อแบคทีเรียพญาธิสภาพทั้งหลายจงสลายตัวไป  ขอให้ร่างกายขันธ์ ๕ นี้ มีธาตุธรรมมีธาตุทิพย์มีกำลังบุญหล่อเลี้ยงไหลเวียนธาตุขันธ์ กำลังบุญกำลังความเป็นทิพย์ ความประภัสสรหล่อเลี้ยงเซลล์ธาตุทั้ง ๔ ดินน้ำลมไฟทั่วกายเป็นประกายพรึก  กำลังบุญหล่อเลี้ยงให้อายุของข้าพเจ้ายืนยาว ให้สุขภาพของข้าพเจ้าแข็งแรง ให้ความคล่องตัวทางโลกจงปรากฏขึ้น  ขอกระแสเมตตาที่ข้าพเจ้าเจริญไว้ดีแล้วจงส่งผลให้เป็นที่รัก ขอกายเนื้อนี้ชีวิตในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์นี้นับแต่นี้จงมีแต่ความสุขมีแต่ความเจริญมีแต่ความคล่องตัวในทุกสิ่งทุกอย่างทุกประการ  ขอจิตจงเป็นประดุจเพชรแก้วสารพัดนึก  ผลจากการเจริญพระกรรมฐานนึกปรารถนาสิ่งใดก็ขอให้สำเร็จ นึกแล้วได้ดั่งใจนึกทุกอย่างทุกประการ  น้อมจิตนะให้ส่งผล  สาธุ สาธุ สาธุ    โมทนากับเพื่อนกัลยาณมิตรในห้องเมตตาสมาธิที่ปฏิบัติร่วมกันทั้ง ๖๘ ท่านรวมถึงท่านที่จะมาปฏิบัติย้อนหลังก็ขอให้ได้รับบุญได้รับกุศล  ต่างโมทนาบุญซึ่งกันและกัน  จากนั้นค่อยๆหายใจเข้าช้าๆลึกๆยาวๆ พุทโธ ธัมโม สังโฆ ตั้งใจตั้งจิตให้มีความผ่องใส   สำหรับวันนี้ก็ขอโมทนาบุญกับทุกคน

                  สำหรับวันนี้ก็มีเรื่องแจ้งให้ทราบ  เรื่องที่ ๑ คือ ช่วงสัปดาห์ที่จะถึงวันที่  ๑๖-๑๗-๑๘  อาจารย์ก็เดินทางขึ้นไปที่จังหวัดสกลนครเพื่อร่วมงานสมโภชพระเจ้าองค์แสนที่วัดพุทธโมกข์  สำหรับปัจจัยที่เราจะร่วมบุญในงานสมโภชก็ปิดรับภายในวันที่ ๑๓ มกราคมที่จะถึง  ซึ่งปัจจัยที่มีเกินมาทั้งหมดก็จะได้รวบรวมถวายหลวงพ่อหนุนท่าน ให้ท่านใช้ในกิจตามที่ท่านเห็นสมควรก็ถือว่าเป็นการทำบุญทุกอย่างซึ่งคาดว่ายอดก็น่าจะเป็นหลักแสนอยู่ ซึ่งรวบรวมได้เท่าไหร่จากการสร้างพระทั้งหมดแล้วก็จากค่าใช้จ่ายของงานสมโภชทั้งหมด ก็จะถวายท่านนะตรงนี้ก็แจ้งให้ทราบเพื่อให้เราโมทนาบุญ ตรงนี้เมื่อถวายก็จะถือว่าเป็นกองผ้าป่ากองมหาสังฆทานใหญ่เป็นสังฆทานปัจจัยใหญ่รวมถึงการถวายผ้าจีวรอีกหลายชุด ถวายในพระที่เข้าปริวาสกรรมทั้ง  ๔๐๐ รูปซึ่งเราร่วมจำนวนนึงนะประมาณ  ๒๐ กว่าชุดอันนี้ก็ถือว่าเป็นบุญใหญ่เป็นมหาสังฆทานเหมือนกันหลวงพ่อท่านเมตตาบอกเป็นภาษาบาลีว่ามีศัพท์เฉพาะว่าถ้าเราทำถวายเป็นกองเกินกว่า ๒๐ กองนี่ท่านบอกว่ามีชื่อเป็นภาษาบาลีอยู่  อาจารย์บังเอิญจำไม่ได้เดี๋ยวจะมาบอกอีกที  อันนี้ก็ให้เราโมทนาบุญร่วมกัน  แต่ว่าประเด็นสำคัญก็คือจะปิดกองในวันที่  ๑๓ มกราคมนี้สำหรับคนที่จะร่วมบุญ   ส่วนงานบุญอื่นก็หลังจากที่ขึ้นไปสกลนคร ช่วงประมาณปลายเดือนอาจารย์ก็มีทริปที่จะเดินทางไปทำบุญที่ทางภาคเหนือซึ่งสำหรับใครที่เป็นญาติธรรมอยู่ทางภาคเหนือ อาจารย์ก็จะประสานแล้วก็เดินทางไปสอนสมาธิที่วัดสวนดอกจังหวัดเชียงใหม่สักวันนึง  อันนี้ก็แจ้งให้ทราบ ก็เผื่อใครที่จะร่วมบุญเวลาอาจารย์ไปทำบุญด้วยก็เรียนเชิญได้   สำหรับวันนี้ก็ขอโมทนาบุญกับทุกคน สัปดาห์หน้าก็ติดธุระภารกิจในการเดินทาง  วันอาทิตย์อีกสัปดาห์ก็น่าจะติดภาระกิจซึ่งก็อาจจะขยับวันที่จะสอนสมาธิเอาในสัปดาห์หลังจากกลับมาจากสกลนะ  อันนี้ก็ขอแจ้งให้ทราบก่อน ให้เราทุกคนตั้งใจให้ดี ตั้งใจว่าปีใหม่มาเริ่มต้นปีใหม่  เราจะตั้งจิตตั้งใจเปลี่ยนชีวิต  ปีนี้ถ้าเราสังเกตดูงานฉลองงานสมโภช กราบสักการะพระธาตุจอมกิติมีพิธีพิเศษค่อนข้างหลายจุดหลายอย่างอันนี้อันที่จริงพระท่านก็สั่งมา  เริ่มเข้าสู่ยุคชาววิไลแล้ว  ดังนั้นให้เราปฏิบัติเข้มข้นขึ้นตั้งกำลังใจให้ดีขึ้น  เหตุการณ์ต่างๆในบ้านเมืองเดี๋ยวก็ผ่านไป   เหตุการณ์ต่างๆบางอย่างมันจะเป็นเรื่องที่หักมุมนะเดี๋ยวให้เราค่อยๆรอดูกันไป  

สำหรับวันนี้ก็ขอโมทนาบุญกับทุกคน ให้บุญรักษาคุ้มครอง ให้เรามีความเจริญก้าวหน้าทั้งทางโลกทางธรรม  สำหรับวันนี้สวัสดี

ถอดเสียงและเรียบเรียงโดย : คุณ ธรรมฉันทะ

คุณไม่สามารถคัดลอกเนื้อหาของหน้านี้ได้